7 สิ่งที่บางคนก็ยังเชื่อแม้ว่าจะผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม

518

มนุษย์เดินทางไปถึงดวงจันทร์แล้ว และในอนาคตอันใกล้ก็จะไปถึงดาวอังคารด้วยเช่นกัน แต่บางคนก็ยังสงสัยว่าวิทยาศาสตร์มีความสามารถมากอย่างนั้นจริงๆหรือ ถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะได้พิสูจน์แล้วในหลายๆ ระดับ แต่บางคนก็ยังคงเชื่อในทฤษฎีเดิมๆ และตำนานที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง เช่น ความเชื่อที่ว่าโลกนั้นแบนราบ

พวกเราได้รวบรวมทฤษฎีเหล่านั้นมากมายซึ่งยังคงเป็นหอกข้างแคร่ของของมนุษยชาติ การสงสัยเป็นสิ่งหนึ่ง แต่การปฏิเสธเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับการอธิบายทางวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่ทำให้ทฤษฎีเหล่านั้นแปลกประหลาดอย่างแท้จริง

1. โลกแบน

มันอาจฟังดูประหลาด แต่บางคนยังเชื่อว่าดาวเคราะห์โลกแบน แม้ว่า NASA จะใช้ทุกวิธีตั้งแต่ GPS และดาวเทียมไปจนถึงรูปภาพจากอวกาศเพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนใจ แต่ทฤษฎีสำคัญของพวกเขาขึ้นอยู่กับแผนที่เก่าที่แสดงให้เห็นโลกว่าโลกเป็นสี่เหลี่ยมและอยู่นิ่ง พวกเขาเชื่อว่าโลกเป็นแผ่นดิสก์ศูนย์กลางของมันคืออาร์กติกเซอร์เคิลและแอนตาร์กติกาและทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกกล่าวถึงนี้ถือว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด

ความจริง:

NASA ถ่ายภาพหลายสิบภาพเพื่อพิสูจน์ว่าโลกของเราเป็นทรงกลม อย่างไรก็ตามมีวิธีอื่นๆ ในการพิสูจน์ว่าสิ่งนี้เป็นจริง วิธีที่ง่ายที่สุดคือตรวจสอบขอบฟ้าหรือลองปีนต้นไม้ ยิ่งคุณขึ้นไปบนต้นไม้มากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมองเห็นได้ไกลขึ้น นี่เป็นเพราะความโค้งของโลก ถ้ามันแบนความสูงจะไม่เปลี่ยนว่าเราจะเห็นได้ไกลแค่ไหน

2. พระจันทร์เต็มดวงส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเรา ทำให้เราเพี้ยนไป

© E.T. the Extra-Terrestrial / Universal Pictures

นี่คือตำนานอันยาวนานที่บางคนยังเชื่อถือ และยังอ้างว่าเรื่องที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงพระจันทร์เต็มดวงเพราะดวงจันทร์ทำให้คนเพี้ยน แม้แต่สถานีตำรวจในสหราชอาณาจักรก็ยังต้องการเจ้าหน้าที่สำรองพิเศษในช่วงพระจันทร์เต็มดวง

ความจริง:นั่นไม่จริงเลย การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการเพิ่มขึ้นของเรื่องร้ายแรงในช่วงพระจันทร์เต็มดวงแม้ว่าเรื่องไม่ดีจะเพิ่มขึ้นจริง แต่ความสัมพันธ์นี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเวลาส่วนใหญ่ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงตรงกับวันหยุดหรือวันหยุดสุดสัปดาห์

3. วัคซีนไม่ใช่ของจริง

© Grey’s Anatomy / ABC
ในการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ 45% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันที่ถูกถามเกี่ยวกับวัคซีนและประสิทธิภาพของวัคซีน ต่างตอบผลสำรวจกลับมาในเชิงลบโดยสงสัยทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัย ดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงหยุดใช้วัคซีนกับตัวเองรวมถึงลูกของตัวเอง จากรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีความสงสัยในวัคซีนอย่างมากว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีในปี 2019

ความจริง:วัคซีนได้ช่วยชีวิตและยังคงช่วยชีวิตต่อไป แพทย์อธิบายถึงโรคบางอย่าง เช่น โรคไอกรน ซึ่งหายไปนานเกือบศตวรรษแล้ว ตอนนี้โรคนี้ได้กลับมาแล้ว เขามีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันโรคเหล่านี้ แต่ผู้ปกครองจำนวนมากขึ้นยังคงตัดสินใจที่จะไม่ฉีดวัคซีนให้ลูก

5. สัตว์ประหลาดล็อคเนส (Loch Ness Monster) นั้นมีจริง

© CCI ARCHIVES / Science Photo Library / East News © ふうけ / Wikimedia
ยังมีคนที่เชื่อในคติชนเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนส สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์นี้คาดว่าจะอาศัยอยู่ในทะเลสาบล็อคเนสในสกอตแลนด์ ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยภาพที่ถ่ายโดยแพทย์ผู้มาเยี่ยมชมพื้นที่และตั้งแต่นั้นมาหลายคนอ้างว่าได้เห็นมัน

ความจริง: แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งเช่นสัตว์ประหลาดล็อคเนส ตอนที่ถ่ายภาพมันเป็นเรื่องยากที่จะเห็นว่ามันเป็นภาพปลอม อย่างไรก็ตามจากการศึกษาที่เกิดขึ้นในภายหลังภาพถ่ายดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้น นักวิทยาศาสตร์ชีวภาพหลายคนได้สำรวจพื้นที่ที่รวบรวม DNA และพบว่าสิ่งที่ผู้คนได้เห็นนั้นน่าจะเป็นปลาไหลยักษ์หรือแมวน้ำ

6. ดวงจันทร์มีด้านมืด

© NASA Goddard © NASA/JPL
เป็นที่เชื่อกันว่าเนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์จากโลกได้ 100% ส่วนที่เหลือของมันจะถูกแช่แข็ง มืดและไม่มีแสงแดด มีคนเชื่อเรื่องนี้มากขึ้นเนื่องจากกรณีศึกษาที่เรียกว่าการล็อคไทดัลซึ่งทำให้ดวงจันทร์ดูเหมือนไม่หมุน

ความจริง: ทฤษฎีนี้สามารถพิสูจน์หักล้างได้ด้วยระยะของดวงจันทร์ ในขณะที่เราชื่นชมพระจันทร์เต็มดวง ดวงอาทิตย์จะส่องสว่างด้านที่เรามองเห็นได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราเห็นพระจันทร์เสี้ยวนั่นหมายความว่าแสงอาทิตย์ตกลงบนอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์ในส่วนที่เรามองไม่เห็น มันไม่มี “ด้านมืด” มีเพียงด้านที่หันหน้าเข้าหาโลกและอีกด้านหนึ่ง

7. ไม่มีภาวะโลกร้อน

© NASA attribution: “Visualizations by Lori Perkins”
อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่บางคนก็ยังปฏิเสธว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องจริงและธรรมชาตินั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม The Climate Change Skeptics (หรือผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องนี้เรียกตัวเอง) พร้อมกับบริษัทน้ำมันและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องบอกว่าไม่มีภาวะโลกร้อน

ความจริง: มีการศึกษาวิจัยมากมายซึ่งผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริงและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุหลักของการทำให้โลกร้อนขึ้น ฉันทามติทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีบทความและผลการวิจัยมากกว่า 11,600 รายการที่พิสูจน์ว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นจริงและส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน

คุณจำเรื่องเล่าหรือตำนานใดๆ ที่พ่อแม่หรือญาติๆของคุณเคยเล่าให้คุณฟังบ้างไหม แบ่งปันเรื่องราวของคุณในเพจของเรา

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก brightside เรียบเรียงโดย BTW

Facebook Comments

comments