17 เคล็ดลับที่นักการตลาดเผยเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขายในร้านค้าปลีก ที่คุณจะซื้อโดยงงๆ

3556

นอกจากสินค้าและบริการที่ดีแล้ว เรื่องของเทคนิคการตลาดนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน และนี่คือบทความที่ให้ความรู้จากนักการตลาดที่ชื่อ Pavel ที่มีประสบการณ์ทำงานในการวางแผนกการตลาดของบริษัทต่างๆ มาหลายปีเขามีเทคนิคดีๆ หลากหลายอย่าง เพื่อให้ผู้คนซื้อสินค้ามากกว่าที่เขาต้องการ และในที่สุดเขาก็ต้องการเผยความลับที่นักการตลาดอย่างพวกเขาทำ

“ฉันจะเปิดเผยความลับสักสองสามข้อที่นักการตลาดมืออาชีพสอนให้ฉัน เพื่อให้คุณประหยัดเงินและซื้อของน้อยลง”

1. สาเหตุที่เรามักจะได้ของตัวอย่างฟรีจากร้านค้า

© Kontrolnaya zakupka / youtube

คุณมักจะเห็นหนุ่มสาวหน้าตาดียืนแจกสินค้าต่างๆ ฟรี เช่น ไส้กรอกแบบต่างๆ และสิ่งของอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณชอบสินค้าตัวใหม่ๆเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ถูกเสนอให้ลิ้มลองอาหาร หรือ ของใช้อื่น ๆ ได้ฟรี มักมีความรู้สึกอยากซื้อหรือใช้สินค้าชนิดอื่นๆ ขอแบรนด์สินค้านั้นๆ ยกตัวอย่างทฤษฎีนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ เช่น เมื่อคุณได้รับของขวัญที่ไม่คาดคิดจากเพื่อนของคุณ คุณมักจะซื้อของขวัญให้แก่พวกเขา และนี่คือการใช้หลักการเดียวกัน และ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้บริโภคมักใช้ความรู้สึก มากกว่าเหตุผล

2. ความมหัศจรรย์ของตัวเลข

© Orlando Parque Notícias / Instagram

ผู้ค้าปลีกจะเขียนป้ายราคา“ 99 บาท” แทนที่จะเขียน“ 100 บาท” บนป้ายเพื่อให้รู้สึกว่ามันถูกกว่า นอกจากนี้การไม่ใช้ตัวเลขกลมๆ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น แต่มันเป็นความมหัศจรรย์ของตัวเลขที่สมองของเราชอบ จะส่งผลกับการตัดสินใจซื้อด้วย อย่างเลข 9 มักให้ความรู้สึกดีกว่าเลขอื่น ๆ อย่างไรก็ตามตัวเลข 7, 5 และ 4 ก็ใช้ได้ดีเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ในการเพิ่มการขายนั้นคุณอาจวางของที่ต้องการขายไว้ใกล้ๆกับสินค้าที่มีเลข (เลขที่ไม่น่าดึงดูด) เช่น 1, 2, 3, 6 หรือ 8 สมองของเราจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายราคาเป็นตัวเลข (เลขที่น่าสนใจ) คือ 4, 5, 7 และ 9 แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าสินค้าของคู่แข่ง

3. กระจกในซูเปอร์มาร์เก็ต

© Depositphotos © Depositphotos © Depositphotos

คุณเคยสังเกตไหมว่ามีพื้นผิวที่ขัดมันอยู่หลายที่ ที่สามารถสะท้อนภาพของตัวคุณในซูเปอร์มาร์เก็ต? ซึ่งมันทำให้คุณมีมองเห็นตัวเอง ถ้าคุณลองสักเกตุ คุณอาจจะเริ่มเห็นกระจกบนชั้นวางของผักและผลไม้ มันไม่ได้วางไว้เฉย แต่มันวางไว้เพื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ ซึ่งจริงๆแล้วมันช่วยให้เราเห็นผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้นและเพื่อขยายพื้นที่ที่เรามองเห็นด้วยสายตา และกระจกยังมีจุดประสงค์ที่มากกว่านั้น นั้นคือกระจกในร้านค้าทำให้เราเดินช้าลง เมื่อคุณหยุดดูเงาของคุณเอง ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยคุณก็ไม่รู้ตัว คุณมีแนวโน้มที่จะใส่ใจกับสินค้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับกระจกและมีโอกาสสูงที่คุณจะต้องการซื้ออะไรแถวๆนั้น

4. คำพูดที่มีความหมายว่าเพิ่มขึ้นบนบรรจุภัณฑ์

© Depositphotos
หากแพคเกจสินค้า อย่างเช่นซอสมะเขือเทศหรือมายองเนสที่คุณชื่นชอบมีขนาดใหญ่ขึ้นและเขียนบอกว่า “เพิ่มขึ้น 20%” นั่นไม่ได้หมายความว่าปริมาณของผลิตภัณฑ์ภายในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น บางครั้งอาจมีตัวอักษรขนาดเล็กๆกำกับอยู่ (หรืออยู่ในด้านหลังของบรรจุภัณฑ์) มีคำอธิบายเช่น “มีรสชาติดีขึ้นมากกว่าเดิม 20%” หรือ “มีความสุขเพิ่มขึ้น 20%” สินค้าที่นักการตลาดใช้กลอุบายนี้ อาจจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมันจะดูสมเหตุสมผล (ทันทีที่เห็นครั้งแรก) ซึ่งการเพิ่มราคาสินค้าขึ้นเล็กน้อย โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตนี้ยิ่งทำให้เขาได้กำไรมากขึ้นไปอีก นี่เป็นเพราะลูกค้าไม่ค่อยอ่านข้อมูลทั้งหมดในด้านหลังของผลิตภัณฑ์และไม่เคยดูย่อหน้าที่เขียนขึ้นเพื่ออธิบาย

5. ใช้สิ่งที่ไม่ชอบใจเป็นตัวกระตุ้นการซื้อที่ดีที่สุด© Depositphotos

อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เรารู้สึกรำคาญ และ กระตุ้นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความอยากซื้อ มากกว่าสิ่งที่ทำให้เราพอใจ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าสามารถต่อสู้กับปัญหาของเรา หรือช่วยเราหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นจะเป็นที่ต้องการสูง และทั้งหมดนี้เป็นเพราะสมองของเราเลือกที่คำพูด (ไม่ใช่ส่วนประกอบ) บ่อยครั้งที่บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์รวมถึงโฆษณาแสดงให้เราเห็นข้อความที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ก็ได้ อย่างเช่น คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อครีมที่บรรจุภัณฑ์เขียนว่าชะลอความแก่ มากกว่าครีมที่บอกแค่ว่าให้ความชุ่มชื้น

6. ผู้ขายและผู้ซื้อมีศัตรูตัวเดียวกัน

© ve_russia.food / instagram © kofeynya_astoria / instagram

เราจะเป็นเพื่อนกับใครสักคนได้ง่ายขึ้น ถ้าเรามีอะไรที่ชอบแบบเดียวกัน หรืออยู่กับพวกเขาได้ถ้าเรามีคนที่เราไม่ชอบ เป็นคนคนเดียวกัน และความคิดเดียวกันนี้ ก็สามารถนำไปใช้ในการขายได้ นักการตลาดพยายามหาศัตรูร่วมกันกับผู้บริโภคในสินค้าของตนเพื่อทำให้พวกเขาซื้อ

ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตหลายรายรู้ว่า คุณต้องการกินขนมมากแค่ไหนเมื่อคุณกำลังลดน้ำหนัก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาผลิตอาหารหรือขนมที่มีแคลอรี่ต่ำที่ยังคงมีน้ำตาลจำนวนมาก เพราะในกรณีนี้แคลอรี่ที่สูงเป็นศัตรูตัวเดียวกันกับคุณ ดังนั้นนักการตลาดจึง นำเสนอสินค้าที่แคลอรี่ต่ำ อย่างที่คุณต้องการ

7. คำที่ชวนเชิญ

© Depositphotos

มีคำมากมายที่นักการตลาดใช้เพื่อทำให้คุณต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ คุณมักจะเห็นป้ายราคาสีแดงขนาดใหญ่ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เขียนว่า “ราคาเพียง 99 บาท”

คำพูดที่เชิญชวน พร้อมกับป้ายลดราคา มันทำให้สมองของเราคิดว่าระหว่างผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่าราคา “99บาท” กับอีกอันเขียนว่าราคา “เพียง 99 บาท” อันหลังจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

8. ตัวเลขน้อยกว่าไม่ได้หมายความว่าถูกกว่า

© _serdyukov7 / instagram

โปรดจำไว้เสมอว่าไม่มีอะไรได้มา “ฟรี” เมื่อมีสินค้าที่บอกว่าแถมฟรี ความจริงราคาสินค้าอาจจะร่วมกันไว้อยู่แล้ว ตัวอย่าง หมากฝรั่ง 5 อันในแพ็ค (ซื้อ 4 แถม 1 ฟรี) อาจจะไม่ได้ทำให้คุณจ่ายน้อยลงกว่าการซื้อหมากฝรั่ง 5 อัน ดังนั้นเพื่อความแน่ใจว่าได้สินค้าราคาถูก จริง ๆ คุณควรจด หรือ จำราคาสินค้าก่อนลดราคาให้ได้ ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า ที่ลดราคา และบ่อยครั้งที่โปรโมชั่นสำหรับสินค้าเดียวกัน มักจะถูกจัดขึ้นพร้อม ๆ กันทุกร้านที่ว่างขายเพื่อให้ลูกค้าไม่สามารถเปรียบเทียบได้ยังไงละ

9. ตัวสินค้าและคุณสมบัติของสินค้าก็เป็นสิ่งนึงที่สร้างจากความต้องการทางจิตวิทยา

© Ishan Silva / instagram © tasty_tania / instagram

นักการตลาดไม่เพียงแต่สร้างคำเรียกติดปากที่เราใช้เรียกชื่อแทนสินค้า ให้กับแบรนด์ จากการทำโฆษณาที่โด่งดังเท่านั้น แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่นพวกเขารู้ว่าความกรอบของผลิตภัณฑ์จะทำให้คุณหยุดกินไม่ได้ ในขณะที่อาหารที่มีเนื้อสัมผัสแบบครีม สร้างภาพลวงตาว่ามีแคลอรี่ต่ำเพราะมันละลายในปากของคุณ และสมองของเรารับรู้ว่ามันเป็นอาหารว่าง คุณจะไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเข้าไปมากเท่าไรแล้ว

10. น้ำลายไหลมีผลต่อการรับรู้รสชาติของผลิตภัณฑ์

© Depositphotos © Depositphoto

ช็อคโกแลตและซอสต่างๆ รวมทั้งเนยด้วย จะเพิ่มการหลั่งน้ำลายและช่วยให้คุณจินตนาการถึงรสชาติของสินค้าได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือเหตุผลที่สินค้าที่มีส่วนประกอบดังกล่าวมักดูน่าสนใจและดูน่าอร่อยสำหรับเราแม้ว่าเราจะมองจากแพคเกจเท่านั้น

11. สีของกล้วยที่ทำให้เราอยากซื้อ

© Depositphotos

ผู้ขายกล้วยรู้ว่าสีจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันสดและกระตุ้นความต้องการซื้อของลูกค้าได้ ซึ่งสีของกล้วยที่ดู “สด” มีสีเหมือน “ดอกดาวเรือง” คือสีที่ดีที่สุด

12. การฉีดน้ำทำให้คุณเห็นผลิตภัณฑ์สดใหม่

© Depositphotos © Depositphotos

เพื่อให้ผักและผลิตภัณฑ์ดูสดใหม่บนชั้นวาง ในเดนมาร์กจึงมีติดตั้งเครื่องพ่นน้ำอัตโนมัติขนาดเล็กในแผง หยดน้ำเล็กๆ ที่ดูเหมือนน้ำค้าง ส่งผลต่อสมองของเราโดยตรงทำให้เรารับรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสดใหม่ของผักและผลไม้ ร้านค้าหลายแห่งในปัจจุบันใช้การฉีดน้ำด้วยมือเพื่อจุดประสงค์เดียวกันนี้

13. คุณมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีมากกว่าสำหรับผลิตภัณฑ์ไม่สะดุดตา

© svyatoy.istochnik / instagram © svyatoy.istochnik / instagram

ในปัจจุบันมีสินค้ามากมายไม่เพียงแต่จะแข่งขันกันด้วยปริมาณและองค์ประกอบของสินค้าแล้ว แต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ก็สำคัญด้วย เช่น ในการจัดขวดน้ำธรรมดาๆไว้กับขวดมีรูปร่างที่ไม่เหมือนใครและสดใสเพื่อให้คุณและลูกๆ ของคุณให้ความสนใจและรู้สึกอยากซื้อมัน

การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์มักจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนของผลิตภัณฑ์อย่างไรก็ตามองค์ประกอบและคุณภาพยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดผู้คนก็พร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพราะออกแบบใหม่ๆ

14. การวางสินค้าในที่พิเศษ

© alena831103 / instagram

งบประมาณการโฆษณาของผู้ผลิต ส่วนใหญ่จะรวมถึงค่าสถานที่จัดวางผลิตภัณฑ์ในร้านค้าต่าง ๆ เพื่อให้คุณสังเกตเห็นสินค้าได้อย่างง่ายดายและต้องการซื้อมันอย่างเช่น ยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนชั้นวางแบบพิเศษจะสูงกว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์เดียวกันที่อยู่บนชั้นวางปกติ 20%
ในบางครั้งผู้ขายก็ไม่ได้วางสินค้าไว้ที่แผงเพื่อให้แผงดูไม่โทรม แต่ตรงกันข้ามเคล็ดลับนี้อาจทำลายความต้องการของผู้ซื้อที่มีศักยภาพ

15. ผลิตภัณฑ์หัวรถจักร

© Depositphotos

เมื่อคุณมาที่ร้านค้าสินค้ายอดนิยมมักจะอยู่ที่ริมชั้นวางของ นักการตลาดเรียกมันว่า ผลิตภัณฑ์หัวรถจักร เพื่อดึงดูดความสนใจของคุณจากสินค้าใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณหาแชมพูที่คุณชื่นชอบและค่อยๆมองมันต่อไปเรื่อยๆ โดยปกติเมื่อไม่มีผลิตภัณฑ์หัวรถจักร (สินค้ายอดนิยม)เหลืออยู่บนชั้นวาง สินค้าที่ตั้งอยู่ข้างๆ อาจจะใช้เวลาในการขายหลายสัปดาห์ นั่นเป็นเหตุผลที่คนงานในซูเปอร์มาร์เก็ต มักให้ความสำคัญกับสินค้าที่วางอยู่ที่หัวแถวมากกว่า พวกเขายังคงเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์และวางไว้ในลำดับที่ถูกต้องเพื่อให้คุณหลงทางกับตัวเลือกมากมายและอยู่ในร้านนานขึ้น

16. กลุ่มที่ถูกจับคู่

© Depositphotos © Depositphotos

เมื่อวางสินค้าในร้านค้าพวกเขาจะใช้หลักการจับคู่อย่างเช่น ชาและกาแฟอยู่ด้วยกันกับขนมหวาน และไส้กรอกอยู่กับซอสมะเขือเทศ มันหมายถึงการทำให้คุณซื้อสินค้าเพิ่มอีกหลายรายการ แม้ว่าคุณจะมาร้านค้าเพื่อซื้อสินค้าอย่างเดียว เช่นยาสีฟัน แต่คุณจะจำได้ว่ามันถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากมี “ส่วนลดที่น่าสนใจในวันนี้!”

17. ลูกพี่ใหญ่กำลังเฝ้าดูคุณ

© Depositphotos © videonabludenie_barnaul22 / instagram

บางที่มีกล้องไว้ไม่ใช่เพื่อดูการโจรกรรม ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ในร้านค้านั้นรวมค่าใช้่จ่ายต่าง ๆ เช่น แตกหัก หรือ ถูกแอบเปิดใช้ อยู่แล้ว อันที่จริงแล้วกล้องมีความจำเป็นเพื่อให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกค้าว่า ลูกค้าแต่ละแบบ มีแนวทางการเลือกซื้อสินค้าแบบไหนบ้าง

มีแม้กระทั่งอุปกรณ์พิเศษที่ตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกายและจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน เมื่อพวกเขากำลังดูผลิตภัณฑ์บางอย่าง ข้อมูลนี้จะถูกรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจว่า อะไรมีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อของของลูกค้าหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์บางอย่าง นอกจากนี้ยังช่วยในการค้นหาจุดซื้อขายที่ดีที่สุดในร้านอีกด้วย

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก brightside เรียบเรียงโดย BTW

Facebook Comments

comments