7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณที่สูญหายไป ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ฟื้นกลับมาให้เราได้เห็นอีกครั้ง

478

มีหลายองค์กรในโลกยุคปัจจุบันต่างก็จัดทำบัญชี 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รูปปั้นพระเยซูคริสต์, กำแพงเมืองจีน, เมืองโบราณมาชูปิกชู, นครเพตรา, พีระมิดแห่งเมืองชีเชนอิตซา, สนามกีฬาโคลอสเซียม และทัชมาฮาล โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกสถานที่ต่างๆ ต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดคือ จำนวนสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้รับการคัดสรรมานี้มีความหลากหลายทางอารยธรรมมากกว่าการจัดทำบัญชีฯ ในโลกยุคกลาง ซึ่งนอกจากจะมีอารยธรรมกรีก โรมัน และอียิปต์แล้ว ก็ยังมีอารยธรรมอื่นๆ ด้วย อาทิเช่น อินเดีย จอร์แดน และกลุ่มประเทศอเมริกาใต้
และไม่นานมานี้บริษัทประกันภัยชื่อดังของประเทศออสเตรเลีย Budget Direct ได้จัดทำบทความเกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7ของโลกในยุคโบราณ ซึ่งได้แก่ มหารูปแห่งโรดส์, สวนลอยบาบิโลน, ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย, สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส, เทวรูปซุสที่โอลิมเปีย, วิหารเทพีอาร์เทมิส และมหาพีระมิดแห่งกิซา ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ สิ่งมหัศจรรย์ถึง 6 แห่งไม่ได้อยู่ในโลกปัจจุบันให้เราเห็นแล้ว ดังนั้นทาง Budget Direct จึงได้ใช้คอมพิวเตอร์จำลองภาพแบบ 3 มิติที่ดูสมจริงขึ้นมาใหม่ และทำให้เราได้เห็นว่า สิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณนั้น ดูสวยงามอลังการไม่แพ้สิ่งมหัศจรรย์ในยุคเราเลยจริงๆ

1 มหารูปแห่งโรดส์ (Colossus of Rhodes)

มหารูปแห่งโรดส์ (Colossus of Rhodes) เป็นเทวรูปขนาดใหญ่ของเทพฮีลิออส หรือ อพอลโล ร่วมสมัยกับประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย

มหารูปแห่งโรดส์สร้างมาจากสำริด เป็นเทวรูปของสุริยเทพอพอลโล ซึ่งเป็นหนึ่งในเทวสภาโอลิมปัส มีความสูงประมาณ 108 ฟุต (33 เมตร) มือขวาถือประทีป ประดิษฐานบนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าวทางเข้าท่าเรือของเกาะโรดส์ ในทะเลอีเจียน ยืนถ่างขาคร่อมปากอ่าวให้เรือลอดไปมาได้

มหารูปนี้สร้างขึ้นโดย ชาเรสแห่งลินดอส ซึ่งเป็นประติมากรชาวกรีก ในราว 280 ปี ก่อนคริสตกาล ใช้เวลาสร้างประมาณ 12 ปี มีอายุยืนอยู่ได้ประมาณ 60 ปี ก่อนจะพังทลายลงด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 226 ปี ก่อนคริสตกาล ซากชิ้นส่วนของมหารูปได้ถูกปล่อยปละละเลยไม่มีใครดูแล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ซากที่เหลืออยู่ถูกขายให้แก่ชาวเมืองซาราเซน จนถึงปัจจุบันไม่มีเหลือซากของมหารูปนี้หลงเหลืออยู่แล้ว

2 มหาพีระมิดแห่งกิซา (Great Pyramid of Giza)

เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ พีระมิดคูฟูหรือ พีระมิดคีออปส์ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza) เป็น พีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกีซา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่ง ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพ ไว้รอการกลับมาคืนชีพ ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

มหาพีระมิดแห่งนี้แต่เดิมแล้วมีพื้นเรียบและเป็นสีขาว เพื่อให้สะท้อนแสงแดดและดูโดดเด่นท่ามกลางทะเลทราย และสะท้อนแสงจันทร์ แต่ยุคหลังจากนั้นพื้นผิวหินปูนส่วนใหญ่ถูกตัดเพื่อใช้ทำสิ่งก่อสร้างอื่นๆและยังสึกกร่อนไปตามกาลเวลาอีกด้วย

3. สวนลอยบาลิโลน (Hanging Gardens of Babylon)

สวนลอยบาบิโลน ( Hanging Gardens of Babylon) จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบัน สร้างโดยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งกรุงบาบิโลเนีย สร้างให้แก่มเหสีของพระองค์ชื่อพระนางเซมีรามีส สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช สูงประมาณ 75 ฟุต กินพื้นที่ 400 ตารางฟุต ระเบียงทุกชั้นได้รับการตกแต่งด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนพุ่มชนิดต่าง ๆ มีระบบชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำยูเฟรตีสไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี ที่สวนนี้ได้พังทลายลงเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อหลังศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช

4. ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย (Lighthouse of Alexandria)

ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย หรือ ประภาคารแห่งอเล็กซานเดรีย ตั้งอยู่บนเกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สร้างประมาณ 270 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในรัชสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่ 1 โดยสถาปนิกชื่อ โซสเตรโตส

ตัวประคาภารมีความสูงในระหว่าง 200-600 ฟุต (ขนาดพอ ๆ กับ เทพีเสรีภาพ) สร้างด้วยหินอ่อนแกะสลัก มีตะเกียงขนาดใหญ่บนยอด นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าในเวลากลางวันจะปล่อยควัน ในเวลากลางคืนจะเป็นแสงไฟสว่างที่เห็นได้จากระยะไกล ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย มีอายุอยู่ได้ยาวนานถึง 1,600 ปี จนกระทั่งในประมาณศตวรรษที่ 13-14 เกิดแผ่นดินไหวทำให้ประภาคารพังลงมา

ในปี ค.ศ. 1994 นักโบราณคดีได้ดำน้ำสำรวจบริเวณปากอ่าวอเล็กซานเดรีย พบหลักฐานของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากชิ้นส่วนของประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย ซึ่งบางส่วนเป็นหินที่หนักถึง 70 ตัน

5. สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส (Mausoleum at Halicarnassus)

สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส หรือ สุสานแห่งโมโซลูส (The Mausoleum at Halicarnassus, Tomb of Mausolus) เป็นสุสานขนาดใหญ่ของกษัตริย์โมโซลูสแห่งลิเชีย ในเอเชียไมเนอร์ จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส ตั้งอยู่ที่ฮาลิคาร์นัสเซิส ประเทศตุรกีในปัจจุบัน สุสานนี้สร้างขึ้นโดยราชินี อาเตมีสเซีย หลังการสวรรคตของพระสวามี ในรูปแบบสถาปัตยกรรมกรีกโบราณ มีบันทึกไว้ว่า มีขนาดสูงถึง 140 ฟุต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุต ได้ปั้นเป็นรูปราชรถและม้า 1 ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์และพระมเหสีประทับยืนอยู่บนราชรถม้า ประกอบด้วยลวดลายสวยงามมาก สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส พังทลายลงด้วยเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 12-13 ปัจจุบันจึงเหลือแต่เพียงซากชิ้นส่วน และชิ้นส่วนบางอย่างถูกเก็บรักษาไว้ที่ บริติช มิวเซียม ในประเทศอังกฤษ

6.เทวรูปเทพเจ้าซีอุส(Statue of Zeus)

เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย ( Statue of Zeus at Olympia) เป็นเทวรูปของซูส ซึ่งเป็นประธานเทวสภาโอลิมปัส สร้างจากไม้ ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูงประมาณ 12 เมตร พระหัตถ์ซ้ายถือคทา พระหัตถ์ขวารองรับไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะ มีเครื่องประดับด้วยทองคำล้วน ออกแบบก่อสร้างในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช โดย ฟิดิแอส ประติมากรชาวเอเธนส์ เทวรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารซูส ที่โอลิมเปีย ประเทศกรีซ เทวรูปนี้ถูกทำลายลงเพราะอัคคีภัยในปี ค.ศ. 475 ปัจจุบันนี้ไม่เหลือซากชิ้นส่วนใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย

7. วิหารอาร์เทมิส  (Temple of Artemis at Ephesus)

วิหารอาร์ทิมิส ( En:Temple of Artemis) หรือ วิหารไดแอนา ( Temple of Diana)เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพีอาร์ทิมิส ซึ่งเป็นเทพที่พวกนายพรานเคารพบูชา มหาวิหารนี้เคยถูกไฟไหม้ ภายหลังได้รับการซ่อมแซมโดยอเล็กซานเดอร์มหาราช ปัจจุบันหลงเหลือเพียงซากเสาเท่านั้น


ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก boredpanda |Budget Direct— เรียบเรียงโดย BTW

ติดตามเพจ BTW

Facebook Comments

comments