บอกเล่าเรื่องเที่ยวไอร์แลนด์เหนือ Belfast-Titanic

890

 

ก่อนหน้านี้ Giant’s Causeway-The Dark Hedges

วันนี้เรายังอยู่ในเมือง Belfast จะไปชมพิพิธภัณฑ์ไททานิค

Belfast (เบลฟาสต์)เป็นเมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ ในอดีตเคยเป็นอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ  ปัจจุบันผลิต ผ้าคอตตอน ผ้าลินิน ส่งออกมันฝรั่ง

ในอดีตเกิดเหตุการณ์หลายอย่างทีเมืองนี้เช่นเหตุการณ์เรือไททานิค ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมต่อเรือต้องล่มสลาย รวมไปถึงเหตุการณ์มันฝรั่งที่ทำให้ประชากรตายเป็นล้านๆคน และสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่เกณฑ์ผู้ชายไปออกรบ Belfast พึ่งจะฟื้นตัวเมื่อ 15 ปีนี้เอง ปัจจุบันกำลังจะพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

เราชมบรรยากาศเมือง Belfast ก่อนเดิทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ไททานิค

ไอร์แลนด์อาคารในศตวรรษที่ 18 เป็นสี brick  อิฐสีน้ำตาลแดงสไตล์วิคตอเรียนโกธิค

Albert Memorial Clock เป็นหอนาฬิกาที่ตั้งอยู่กลางเมือง แถวๆ Queen’s Square

ไททานิคเริ่มประกอบปี 1909 จากบริษัท white star Line เจ้าของเป็นนายธนาคารต้องการสร้างเรือเดินสมุทรจากยุโรปไปอเมริกา มีการทุ่มทุนสร้าง ลำใหญ่สุด ดีสุด จึงจ้างบริษัท Harland and Wolff ประกอบเรือเดินสมุทรลำนี้ และมีความเชื่อว่าเรือลำนี้จะไม่มีวันจน

อาคารเจำลองเป็นธารน้ำแข็งที่เรือไปแฉลบชน

ด้านหน้าอาคารจะนำเหล็กมาตัดฉลุเป็นชื่อของเรือ

ตัวเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นตั๋วจำลองจากตั๋วโดยสารเรือไททานิคเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว

วันนี้ตรงกับวันที่เรือไททานิคล่มพอดี 14 เมษายน

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์แบ่งมีเป็นห้องๆ

ห้องแรกที่เจอจะเป็นห้องที่บอกเกี่ยวกับ Belfast แสดงความรุ่งเรืองในช่วงก่อนและปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นมาแบบไหน

ห้องต่อมาก็เป็นที่มาของที่มา White star line บริษัทต้นคิดที่จะทำเรือไททานิคและบริษัท Harland and Wolff

การสร้างเรือไททานิคเริ่มสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1909 มีการปล่อยระวางเรือตั้งแต่ปี 1911 นำล่องไปจดทะเบียนที่เมืองลิเวอร์พลูและเริ่มมีการขายตั๋ว ในยุคนั้นใครๆก็อยากออกไปหาโลกใหม่ซึ่งก็คือเมริกา ชนชั้นแรงงานในทั้งในไอร์แลนด์และอังกฤษอยากจะโอกาสในชีวิตในการขุดทอง ใครๆก็บอกว่าเรือลำนี้ไม่มีวันจม ฉะนั้นราคาตั๋วก็แพงขึ้นเรื่อยๆ และมีการขายตั๋วต่อๆกันจนราคาสูงมาก ดังนั้นพวกที่เดินทางไปกับเรือจึงเป็นพวกเศรษฐีซะส่วนมากเรือไททานิคออกเดินทางจากเมืองเซาท์แทมป์ตันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912  และล่มเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1912 หลังจากออกสู่ทะเลได้ 3 วัน

การเดินทางในครั้งนี้มีผู้โดยสารรวมทั้งหมด 2,223คน มีผู้เสียชีวิตถึง 1,514 ศพเนื่องจากมีเรือชูชีพไม่ครบตามจำนวนคน เรือชูชีพมีเพียง 20 ลำเท่านั้นทั้งๆที่เรือถูกออกแบบให้มีเรือชูชีพถึง32 ลำ ทำให้ช่วยชีวิตได้เพียง 1 ใน 3  ของผู้โดยสารทั้งหมด

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้มีการขึ้นศาลทั้งของอเมริกาและไอร์แลนด์เหนือ เพือที่จะเอาผิดกับ white star line

เนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้มีเศรษฐีขึ้นเรือจำนวนมาก เจ้าของบริษัทเดินเรือจึงต้องการทำเซอรไพร์ ให้แก่ลูกเรือโดยให้ทุกอย่างเร็วที่สุดและดีที่สุด และต้องการเอาชนะคู่แข่งที่ผลิตเรือเหมือนกัน จึงเร่งเรือให้เร็วขึ้น ประกอบกับ เรือได้รับโทรเลขจากเรือก่อนหนน้าที่ใช้เส้นทางแอตแลนติกไปสู่นิวยอร์คว่ามีภูเขาน้ำแข็งอยู่แต่ไม่มีใครสนใจเลยและคืนวันนั้นหมอกลงจัดทำให้เด็กสังเกตการณ์ไม่สามารถเห็นภเขาน้ำแข็งกว่าจะเห็นก็ใกล้มากแล้ว แถมยังเร่งความเร็วอีก กว่าจะเห็นภูเขาน้ำแข็ง ก็ถอนสมอไม่ทันเรือทำให้กราบขวาเรือกระแทกภูเขาส่งผลให้คนตายจำนวนมาก ผู้โดยสารที่รอดส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้หญิงกว่า 80%เพราะการพวกเขาจะเสียสละให้เด็กและผู้หญิงก่อน

เราเดินขึ้นลิฟท์ไปยังห้องต่อไปเพื่อจะนั่งรถชมว่าเขาขึ้นคานเรือกันอย่างไร สมัยก่อนเขาประกอบเรือยากลำบากขนาดไหน เหล็กทุกเส้นและหมุดทุกตัวต้องผ่านความร้อน  ฉะนั้นเรือไททานิคจึงเป็นเรือที่ประกอบด้วยมือ ลำใหญ่ที่สุดในโลกและจมลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เกิดจากสงคราม

มองผ่านกระจก จะเห็น line ของเรือ 2 ลำที่สร้างขึ้นมาพร้อมกัน คือไททานิคและโอลิมปิค พอต่อเรือเสร็จก็แล่นสู่ เมืองลิเวอร์พลู

ชั้นห้องเครื่อง มี 16 ห้อง หม้อน้ำรวม 29 ชุด ส่งเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ 3 ตัว เครื่องยนต์ 3 ตัว หมุนใบจักร 3 ใบ รวม 50000 แรงม้า เร่งความเร็วเรือได้สูงสุด 23 น็อต (42.596 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ความเร็วมาตรฐาน 21 น็อต (38.892 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เรือไททานิคเป็นเรือที่ทันสมัยมากในยุคนั้นเพราะมีรีโมทคอนโทรล เป็นประตูกลซึ่งจะปิดลงมาทุกบานทั่วลำเรือเมื่อพบเหตุผิดปกติที่ห้องเครื่องใดห้องเครื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่เกิดรอยรั่วในหลายห้องเครื่องจนเกินไป ตามหลักการลอยตัวแล้ว เรือจะไม่จม ถึงแม้หัวเรือจะมีรอยแตก ก็ยังรับรอยแตกได้ถึง 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่จม แต่โชคร้ายที่วันนั้น ห้องที่ท่วมมีถึง 6 ห้องนั่นเอง

เรือไททานิคเป็นเรือเดินสมุทรในยุค 100 ปีที่แล้วที่หรูหรามาก มีทุกสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย ห้องสมุทร บาร์ ห้องอาหาร

ห้องพักบนเรือไททานิคแบ่งเป็น first class second class และ third class ดังนั้นไม่ว่าแต่เศรษฐีที่ไปได้แต่ก็ยังมีชนชั้นแรงงานก็สามารถไปได้ด้วย

เราเดินไปดูแบบจำลองห้องพักซึ่งแบ่งเป็น first class หรูหราคล้ายมีเฟอร์นิเจอร์ครบครัน  มีห้องนอน ห้องน้ำในตัว ห้องรับรอง มีระเบียงออกสู่ทะเลราคาประมาณ 3 ล้านบาทในปัจจุบัน  second class มีห้องน้ำในตัว

ห้องต่อไปเป็นห้องนั่งชมภาพยนตร์เกี่ยวกับกล่าวถึงการส่งเรือดำน้ำไปสำรวจซากของเรือและนำบางส่วนขึ้นมา ใช้เวลาทั้งหมด 73 ปีกว่าจะเจอซากเรือไททานิก

จะเห็นกระเป๋าเดินทางของคนในยุคนั้น ที่ใช้ Louis Vuttion และภายในของกระเป๋าไม่เปียกน้ำเลยแสดงว่าคุณภาพของกระเป๋าเขาดีมาก ทำให้มีชื่อเสียงมากจนทุกวันนี้

ออกจากพิพิธภัณฑ์เราก็เดินมาอีกฝั่งหนึ่งเพื่อชมเรือ Nomadic ที่ขนย้ายผู้โดยสารก่อนจะขึ้นเรือไททานิค

เรือลำนี้สร้างโดยบริษัท white star line  เริ่มสร้างใน 22 ธันวาคม 1910 สร้างเสร็จใน 27 พฤษภาคม 1911  มีอายุ 107 ปี ภายในยังคงสภาพเดิม

บนดาษฟ้าเรือมองเห็นพิพิธภัณฑ์ไททานิค

มุมนี้เป็นมุมที่ถ่ายอาคารพิพิธภัณฑ์ได้สวยมาก

ดอกดารารัตน์หรือดอกแดฟโฟดิล(Daffodil) เป็นดอกที่บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ผผลิที่กำลังมา  เมื่อครั้นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงประทับอยู่ ณ ประเทศฝรั่งเศส พระองค์โปรดที่จะทรงมอบดอกไม้ชนิดนี้ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชินีนาถ ณ ขณะที่ยังทรงเป็น ม.ร.ว.หญิงสิริกิติ์ กิติยากรอยู่เป็นประจำเมื่อครั้งก่อนราชาภิเษกสมรส

เราไปต่อยัง The Peace Wall เป็นศิลปะกำแพงที่แสดงออกเชิงสัญญลักษณ์ของชาวไอรีส เห็นต่าง คิดต่างและอยู่ร่วมกันได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ไททานิคและ สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ไอร์แลนด์ได้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางศาสนา ชาวไอร์แลนด์เหนือนับถือศาสนาคริสนิกายคาทอลิกแต่ในขณะที่อังกฤษ นับถือนิกายโปรแตสแตนท์ และชาวไอริสรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากประเทศอังกฤษ  ทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนืออยากแยกตัวเป็นส่วนหนึ่งของไอร์แลนด์  จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น และพวกเขาไม่อยากอยู่ภายใต้การปกครองของควีน อีกต่อไปจึงเกิดเหตุการณ์วางระเบิด เกิดกลุ่ม IRA ซึ่งอยากแยกประเทศ

ในช่วงปี 1970 เกิดเหตุการณ์  the trouble มีการยิงกัน และเกิดเหตุการณ์เรื่อยๆคล้ายกับ 3 ชายแดนภาคใต้ จึงเกิดกลุ่ม Unionist กลุ่มที่ต้องการรวมตัวกับอังกฤษและ Nationalist กลุ่มที่ต้องการแยกตัวออกจากอังกฤษและไปอยู่ไอร์แลนด์

รัฐบาลทั้งของอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ พยายามทำทุกอย่างเพื่อความประณีประนอมและทำทุกอย่างให้ความขัดแย้งลดลงให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้  มีการแก้ปัญหาในหลายๆอย่างมีการแสดงออกซึ่งสัญญลักษณ์และความคิดเห็นจากหลายทางทำให้มองเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ต้องใช้ ความรุนแรงในปัจจุบันไม่มีใครพูดถึงความรุนแรงอีก เพราะพวกเขาคิดว่าทุกคนก็เป็นญาติพี่น้องกันไม่อยากให้เกิดการเสียเลือดเนื้อกัอีก

แนวกำแพงเป็นตัวกั้นชุมชนระหว่างโปรแตสแตนท์และแคทอลิก เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง และมีประตูเปิดปิด ตอนเช้าก็จะเปิดประตู ส่วนในตอนเย็ก็จะปิดประตู เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน

หลากหลายรูปภาพบนกำแพง

จากนั้นพวกเราก็นั่งรถไปเที่ยวขมเมือง

รถส่งเราที่ City Hall  ตั้งอยู่บริเวณDonegall Square เป็นแหล่ง  shopping

ด้านหน้าประดับด้วยรูปปูนปั้นควีนวิคตอเรีย( Queen Victoria)

ควีนวิคตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์ 19 ปี เป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานถึง63พรรษ ในช่วงทีพระองค์เริ่มรับตำแหน่ง ใครๆก็มองกันว่าเหมือเอาเด็กมาล่นขายของ และพระองค์ทรงทำผลงานให้กับประเทศมากมาย ทรงอภิเษกเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งแซ็ค-โคบูร์กและโกธาเซึ่งเป็นรักแรกของพระองค์ พระองค์ทรงครองคู่กับพระสวามีเพียง 20 ปี เจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเสียชีวิตด้วยโรคไทฟอยด์เมื่อพระชม์ 42 ปี สร้างความโศกเศร้าให้กับพระนางมากพระองค์คิดว่าทรงไม่ได้ใส่พระทัยเท่าที่ควร จึงใส่ชุดดำตลอดชีวิต

วันนี้เขาก็มีการชุมนุมกันหน้า City hall ของกลุ่มที่ต้องการอยู่กับอังกฤษ เพราะเขาถือธงอังกฤษด้วย

ฝั่งตรงข้าม city hall เป็นถนน shopping ทั้งสาย มีร้านค้ามากมาย เช่น  kate kidston , Radley, North face, Zara, M&S และ ร้านรองเท้า  ,ร้านชุดกีฬา

ร้านเยอะมากเวลาเดินเล่น 2 ชั่วโมงแทบไม่พอ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับลอนดอนด้วยสายการบิน Aer Lingus ใช้เวลาเดินทาง1.20 ชั่วโมง

ลงจากเครื่องก็ไปทานอาหารเย็นที่ร้าน Four Seasns

อร่อยสมคำร่ำรือจริงๆ

ใกล้ๆร้านมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง มีทั้งพวงกุญแจ แม่เหล็ก London ,tower  ราคาไม่แพง

คืนนี้นอนพักที่โรงแรม Park Plaza Riverbank Hotel เป็นโรงแรมติดแม่น้ำเทมส์ เราพักที่นี่ 2 คืน ดังนั้นกลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินชมวิวแม่น้ำ

ตอนต่อไป พระราชวังวินด์เซอร์

 

Facebook Comments

comments